PilotPrep

ขั้นตอนคัดเลือก

ขั้นตอนการคัดเลือกนักบิน Student Pilot แบบละเอียด

ภาพรวมเจ็ดด่านของกระบวนการคัดเลือก Student Pilot ตั้งแต่ข้อเขียนไปจนถึงตรวจจิตวิทยาการบิน พร้อมบอกชัดว่าข้อมูลไหนมาจากประกาศทางการและข้อมูลไหนมาจากผู้เคยสอบ

อ่าน 14 นาทีปรับปรุง 2026-09-12

น้องหลายคนถามพี่ว่ากระบวนการคัดเลือก Student Pilot มีกี่ขั้น แต่ละขั้นวัดอะไร หน้านี้พาไล่ดูทีละด่านตามลำดับที่ผู้สมัครต้องเจอจริง โดยอ้างอิงโครงการ Student Pilot ของการบินไทยเป็นหลัก เพราะเป็นโครงการไทยเพียงแห่งเดียวที่มีข้อมูลรายรอบครบพอจะอธิบายเป็นภาพรวมได้ สายการบินอื่นอาจมีจำนวนด่านหรือรายละเอียดต่างไป จุดไหนที่รู้ข้อมูลของสายการบินอื่นจะบอกไว้แยกต่างหาก

สิ่งที่ควรเข้าใจก่อนอ่านต่อคือด่านที่ 4 ถึง 6 มักถูกประกาศรวมกันเป็นชุดเดียวในชื่อ Aptitude Tests หรือที่ผู้สมัครเรียกกันว่ารอบ Professor แต่ในทางปฏิบัติเป็นการวัดคนละแบบและคนละวัน คือข้อเขียนความถนัด การทำงานเป็นทีม และการทดสอบรายบุคคล การแยกสามด่านนี้ออกจากกันช่วยให้เตรียมตัวได้ตรงจุดกว่าการมองเป็นก้อนเดียว

ด่านที่ 1 — Basic Knowledge Test (สอบข้อเขียน)

ด่านแรกหลังผ่านการคัดกรองใบสมัครคือข้อเขียนความรู้พื้นฐาน ประกาศของโครงการปี 2569 ระบุหัวข้อไว้สี่กลุ่มคือคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ความรู้ทั่วไป และความรู้เกี่ยวกับการบินไทย สอบวันที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 08.00 ถึง 13.00 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษและมีเวลาจำกัดมากเมื่อเทียบกับจำนวนข้อ ส่วนโครงสร้างรายหมวดและจำนวนข้อที่ผู้เคยสอบเล่าไว้เป็นข้อมูลจากชุมชนผู้สมัคร ไม่ใช่ตัวเลขที่ประกาศทางการยืนยันไว้ตายตัวทุกปี

สิ่งที่ทำให้ด่านนี้ยากไม่ใช่ความยากของโจทย์รายข้อ แต่เป็นการต้องสลับหมวดไปมาในเวลาเดียวกันโดยไม่เสียจังหวะ วิธีเตรียมที่ได้ผลคือฝึกจับเวลารายหมวดก่อน แล้วค่อยฝึกรวมทั้งฉบับเมื่อความแม่นรายหมวดนิ่งแล้ว

ด่านที่ 2 — ตรวจร่างกาย Class 1

ด่านนี้ตรวจที่สถาบันเวชศาสตร์การบิน กองทัพอากาศ ไม่มีข้อสอบให้ติว แต่มีเกณฑ์ทางกายภาพที่ต้องเตรียมล่วงหน้าเป็นเดือนไม่ใช่วันสองวัน เกณฑ์ที่ประกาศไว้ชัดได้แก่ ดัชนีมวลกายไม่เกิน 30 สายตาสั้นไม่เกิน 600 สายตายาวไม่เกิน 500 และสายตาเอียงไม่เกิน 200 ส่วนผู้ที่ทำ PRK, LASIK หรือ ReLEx SMILE มาแล้วต้องผ่านการผ่าตัดมาไม่น้อยกว่า 1 ปีก่อนวันตรวจ รายการตรวจอื่นครอบคลุมการได้ยิน ระบบหัวใจและหลอดเลือด และผลเลือดพื้นฐาน

เกณฑ์เหล่านี้เปลี่ยนได้ตามปีและตามประกาศของแต่ละโครงการ ถ้าวางแผนจะแก้ไขสายตาหรือคุมน้ำหนัก ต้องนับถอยหลังจากวันตรวจจริง ไม่ใช่จากวันปิดรับสมัคร เพราะเงื่อนไขระยะเวลาหลังผ่าตัดนับถึงวันตรวจ

ด่านที่ 3 — สัมภาษณ์สายการบิน

ด่านนี้เป็นการพบกรรมการซึ่งเป็นนักบินและผู้บริหารของสายการบิน เอกสารทางการฉบับเก่าระบุว่ามีกรรมการสามคนต่อผู้สมัครหนึ่งคน ใช้เวลา 20 ถึง 60 นาที แต่ผู้เคยสอบในปีหลังเล่าว่าจัดเป็นกลุ่มราวแปดคน รวมเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง มีการแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษและมีมินิเทสต์สั้น ๆ แทรกระหว่างการสัมภาษณ์ รูปแบบจึงเปลี่ยนได้ตามปีที่สมัคร สิ่งที่ค่อนข้างแน่นอนคือทุกขั้นตอนเป็นภาษาอังกฤษ และกรรมการมักถามเรื่องแรงจูงใจ ความเข้าใจในอาชีพ และการทำงานร่วมกับคนอื่น

ด่านที่ 4 — Aptitude Cognitive Test (ข้อเขียนความถนัด)

ด่านแรกของชุด Professor เป็นข้อเขียนความถนัดแบบกระดาษเกือบเต็มวัน สถาบันภายนอกที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการทดสอบตามเอกสารทางการฉบับเก่า หมวดที่ระบุไว้ครอบคลุมความเข้าใจเชิงเทคนิค ความไวและความแม่นในการรับรู้ การอ่านหน้าปัดเครื่องมือ ตรรกะ มิติสัมพันธ์ ความจำระยะสั้น และตัวเลข แต่ละหมวดจับเวลาแยกกัน ทำเสร็จแล้วห้ามย้อนกลับ ความแม่นภายใต้เวลาจึงสำคัญกว่าการคิดได้ถูกแบบไม่จำกัดเวลา

ด่านนี้เป็นด่านเดียวในกระบวนการที่ฝึกล่วงหน้าได้ตรงตัวที่สุด เพราะรูปแบบโจทย์ซ้ำเดิมทุกปีแม้ตัวเลขจะเปลี่ยน การฝึกที่ได้ผลคือไล่ทีละหมวดจนแม่น แล้วค่อยฝึกสลับหมวดต่อเนื่องเพื่อจำลองความล้าสะสมของวันจริง

ด่านที่ 5 — Teamwork Exercise (ทดสอบการทำงานเป็นทีม)

ด่านที่สองของชุด Professor เป็นกิจกรรมกลุ่มเต็มวัน ให้คะแนนเป็นรายบุคคลแม้จะทำงานร่วมกันเป็นทีม มิติที่เอกสารทางการฉบับเก่าระบุไว้ ได้แก่ ความร่วมมือ ทัศนคติ ความคิดริเริ่ม การสื่อสาร และการรับฟัง สิ่งที่กรรมการมองไม่ใช่ว่าทีมทำโจทย์สำเร็จหรือไม่ แต่เป็นพฤติกรรมของแต่ละคนระหว่างทาง โดยเฉพาะตอนที่ทีมเริ่มไม่ลงรอยกันหรือเวลาเหลือน้อย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือพยายามเป็นผู้นำตลอดเวลาเพื่อให้ถูกมองเห็น ซึ่งมักได้ผลตรงข้าม เพราะการคุมเกมจนคนอื่นไม่ได้พูดถือเป็นสัญญาณลบในงานที่ต้องบินกันเป็นลูกเรือ

ด่านที่ 6 — สัมภาษณ์รายบุคคล (Professor)

ด่านที่สามของชุด Professor เป็นการทดสอบรายบุคคลด้วยคอมพิวเตอร์ ตามด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบทดสอบคอมพิวเตอร์วัดงานคู่ขนาน การควบคุมด้วยจอยสติ๊ก ความทนต่อความเครียด และความตื่นตัวต่อเนื่อง จากนั้นผู้ประเมินจะถามย้อนสิ่งที่ทำไปในสองด่านก่อนหน้า รวมถึงประวัติส่วนตัวและเหตุผลในการเลือกอาชีพนี้ ความสอดคล้องของคำตอบกับสิ่งที่เขียนไว้ในใบสมัครมีน้ำหนักมากในด่านนี้

ด่านที่ 7 — ตรวจจิตวิทยาการบิน

ด่านสุดท้ายเป็นการตรวจจิตวิทยาการบินที่สถาบันเวชศาสตร์การบิน กองทัพอากาศ ซึ่งเป็นคนละหน่วยงานและคนละวันกับการสัมภาษณ์รายบุคคลในด่านที่ 6 เนื้อหาไม่ใช่ความรู้ที่ท่องมาตอบได้ แต่เป็นแบบวัดบุคลิกภาพและความมั่นคงทางอารมณ์ ร่วมกับการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ สิ่งที่ช่วยได้จริงคือการพักผ่อนให้พอและตอบตามความจริง เพราะแบบวัดลักษณะนี้มีข้อตรวจสอบความสอดคล้องของคำตอบอยู่ในตัว

ตัวเลขผู้ผ่านด่านสุดท้ายในแต่ละปีต่างกันมาก และเป็นข้อมูลจากชุมชนผู้สมัคร ไม่ใช่ตัวเลขที่คงที่ทุกปี จึงไม่ควรใช้ตัวเลขของปีใดปีหนึ่งมาคาดการณ์โอกาสของปีถัดไป

ภาพรวมทั้งเจ็ดด่าน

ด่านสิ่งที่เจอสิ่งที่ควรเตรียมล่วงหน้า
1. สอบข้อเขียนคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ความรู้ทั่วไป และความรู้เกี่ยวกับการบินไทยทบทวนพื้นฐานวิชาและฝึกทำเป็นภาษาอังกฤษแบบจับเวลา
2. ตรวจร่างกาย Class 1สายตา การได้ยิน ดัชนีมวลกาย และผลเลือดดูแลร่างกายต่อเนื่องเป็นเดือน ไม่ใช่เร่งใกล้วันตรวจ
3. สัมภาษณ์สายการบินแนะนำตัวภาษาอังกฤษ คำถามแรงจูงใจ มินิเทสต์สั้นฝึกเล่าเรื่องตัวเองให้เป็นธรรมชาติและตรงกับใบสมัคร
4. ทดสอบความถนัดข้อเขียนความถนัดหลายหมวด จับเวลาแยกกันเกือบเต็มวันฝึกความถนัดทุกด้านจนแม่นภายใต้เวลาจำกัด
5. ทำงานเป็นทีมกิจกรรมกลุ่มเต็มวัน ให้คะแนนรายบุคคลฝึกฟัง สรุปความ และเสนอความเห็นโดยไม่ปิดคนอื่น
6. สัมภาษณ์รายบุคคลแบบทดสอบคอมพิวเตอร์และสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างฝึกงานคู่ขนานและทบทวนเรื่องราวของตัวเองให้สอดคล้อง
7. ตรวจจิตวิทยาการบินแบบวัดบุคลิกภาพและการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญพักผ่อนให้พอและตอบตามความจริง

ถ้าสมัครสายการบินอื่น

สายการบินอื่นในตลาดไทยมีขั้นตอนที่ไม่เหมือนกันเป๊ะ บางแห่งไม่เปิดเผยรายละเอียดของขั้นตอนภายในเลย ระบุเพียงภาพกว้างว่ามีการลงทะเบียน ตรวจแพทย์ และขั้นประเมิน บางแห่งรวมข้อสอบความถนัดกับฟิสิกส์ไว้ในวันเดียวของโครงการระดับกลุ่มบริษัท ต่างจากการแยกข้อเขียนเป็นวันเดียวตามโครงสร้างที่อธิบายไว้ข้างต้น ภาพรวมเจ็ดด่านในหน้านี้จึงควรใช้เป็นแนวทางกว้าง ๆ ว่าเส้นทาง Student Pilot มักมีอะไรบ้าง ไม่ใช่ขั้นตอนตายตัวที่ทุกสายการบินใช้เหมือนกัน

ขั้นต่อไปที่แนะนำคือไปที่หน้าวางแผนเตรียมสอบ เพื่อจัดลำดับการฝึกให้ตรงกับด่านที่ใกล้ที่สุดของน้อง แล้วย้อนมาอ่านรายละเอียดความรู้พื้นฐานแต่ละวิชาเมื่อรู้ว่าตัวเองอ่อนวิชาไหน

ฝึกของจริงที่ตรงกับหัวข้อนี้

คำถามที่ถามกันบ่อย

ทุกสายการบินมีเจ็ดด่านเหมือนกันหมดไหม
ไม่เหมือนกัน เจ็ดด่านนี้อ้างอิงจากโครงการที่มีข้อมูลครบที่สุด สายการบินอื่นอาจมีจำนวนด่านน้อยกว่าหรือมากกว่า และบางแห่งไม่เปิดเผยรายละเอียดขั้นตอนภายในเลย ควรตรวจสอบขั้นตอนของสายการบินที่จะสมัครโดยตรง
ทำไมรอบ Professor ถึงนับเป็นสามด่าน ทั้งที่ประกาศรวมเป็นอันเดียว
เพราะสามส่วนนี้วัดคนละเรื่องและจัดคนละวัน คือข้อเขียนความถนัด การทำงานเป็นทีม และการทดสอบรายบุคคล การเตรียมตัวของแต่ละส่วนก็ต่างกันคนละแบบ การแยกนับจึงช่วยให้วางแผนฝึกได้ตรงกว่าการมองเป็นก้อนเดียว ส่วนชื่อที่ประกาศใช้จริงยังเป็นชุดเดียวตามเดิม
TOEIC นับเป็นด่านหนึ่งไหม
ไม่นับ คะแนนภาษาอังกฤษเป็นคุณสมบัติตอนยื่นใบสมัคร ต้องมีอยู่แล้วก่อนวันปิดรับสมัคร ประกาศปี 2569 ระบุ TOEIC แบบ Personal ตั้งแต่ 650 ขึ้นไป หรือ THAI TEP ตั้งแต่ 63 ขึ้นไป ไม่ใช่การสอบที่จัดให้ระหว่างกระบวนการคัดเลือก
ด่านไหนที่คนตกมากที่สุด
จากตัวเลขที่มีอยู่ ด่านท้าย ๆ ของกระบวนการมักมีผู้ผ่านเหลือน้อยกว่าด่านต้น เพราะเป็นการคัดสะสมมาหลายชั้น แต่ตัวเลขที่แน่นอนต่างกันไปในแต่ละปีและไม่ควรใช้ตัวเลขปีใดปีหนึ่งมาฟันธง
ต้องเตรียมทุกด่านพร้อมกันตั้งแต่วันแรกไหม
ไม่จำเป็น เพราะแต่ละด่านห่างกันเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน สิ่งที่ควรเริ่มเร็วที่สุดคือความถนัดทางความคิดและการดูแลร่างกาย เพราะเป็นเรื่องที่สะสมผลได้ดีกว่าเมื่อมีเวลา ส่วนการเตรียมสัมภาษณ์ทำใกล้ด่านนั้นได้มากกว่า
ข้อมูลในหน้านี้เป็นประกาศทางการทั้งหมดหรือเปล่า
ไม่ใช่ทั้งหมด บางส่วนเป็นประกาศทางการ บางส่วนเป็นคำบอกเล่าจากผู้เคยสอบ หน้านี้พยายามแยกให้เห็นว่าส่วนไหนเป็นแบบไหน แต่รายละเอียดที่ผูกกับปีหรือรอบสมัครต้องตรวจสอบกับประกาศทางการล่าสุดอีกครั้งเสมอ

อยากรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนแล้ว

อ่านอย่างเดียวยังไม่พอ ลองทำชุดสั้น ๆ สักชุดจะเห็นเลยว่าด้านไหนพอไหว ด้านไหนต้องเก็บเพิ่ม ทดลองได้ฟรีโดยไม่ต้องสมัคร และถ้าสมัครทีหลัง ผลที่ทำไว้จะตามไปอยู่ในบัญชีให้เอง

อ่านต่อ